วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การเล่นกีตาร์ไฟฟ้า

ลูกเล่น และ เทคนิค ต่าง ๆ ในการเล่น กีตาร์

เอาล่ะครับเมื่อคุณรู้จักคอร์ด กรารตีคอร์ดและการเกากีตาร์กันไปบ้างแล้ว ต่อไปผมจะได้กล่าวถึงเทคนิคต่าง ๆ ที่สามารถใช้ร่วมกันกับการเล่นกีตาร์เพื่อเพิ่มสีสัน ความไพเราะให้กับการเล่นกีตาร์ของคุณ ซึ่งเทคนิคต่าง ๆ นี้เป็นเพียงเทคนิคพื้นฐาน โดยคุณสามารถศึกษาเทคนิคอื่น ๆ ได้จากหนังสืออื่น หรือจากศิลปินที่คุณชื่นชอบได้ หรือคุณอาจจะสร้างสรรเทคนิคใหม่ ๆ ด้วยตัวคุณเอง โดยอาศัยเทคนิคพื้นฐานต่อไปนี้

เทคนิคนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายสามารถใช้ได้ทั้งกับการตีคอร์ด การเกาแและการโซโล่ การเล่น hammer on คือการทำให้โน๊ตมีเสียงสูงขึ้นจากการดีดครั้งเดียว โดยอาศัยการกดนิ้วลงลงในช่องที่สูงขึ้นไป ทำให้ได้เสียงที่สองที่สูงกว่าเสียงแรก ลองดูซิครับว่าในเชิงปฏิบัติทำยังไง

จากรูปตัวอย่าง กดนิ้วชี้ที่สาย 1 ช่อง 5 ดีดสาย 1 แล้วตบนิ้วนางลงบนช่อง 7 (ไม่ต้องตบนิ้วแรงมากแค่กดนิ้วลงไป) โดยไม่ต้องดีดซ้ำ จะได้เสียงที่ 2 ต่อเนื่องจากเสียงแรก

เทคนิคนี้เป็นอีกเทคนิคที่ใช้กันมาก บางครั้งอาจใช้ร่วมกับ hammer on ด้วย ซึ่งการเล่นจะตรงกันข้ามกับ hammer on คือเป็นการทำให้เสียงต่ำลงจากการดีดเพียงครั้งเดียว โดยการปล่อยนิ้วที่กดไปหานิ้วที่กดอยู่ที่ช่องต่ำกว่าหลังจากดีดแล้ว จะทำให้เสียงต่ำลง ดูวิธีปฏิบัติครับ

จากรูปตัวอย่าง กดนิ้วนางี้ที่สาย 1 ช่อง 7 ขณะเดียวกันนิ้วชี้กดที่ช่อง 5 รอไว้ ดีดสาย 1 แล้วปล่อยนิ้วนางที่กดช่อง 7 ขึ้น (อาจจะตวัดปลายนิ้วเล็กน้อยจะให้เสียงที่ชัดเจนขึ้น) โดยไม่ต้องดีดซ้ำ จะได้เสียงที่ 2 ต่อเนื่องจากเสียงแรกเช่นกัน

เทคนิคการสไลด์ มีให้เห็นอยู่เสมอโดยเฉพาะในการโซโล่ เป็นการรูดนิ้วไปตามสายไปยังช่องอื่นที่สูงขึ้นหรือต่ำลง หลังจากดีดไปแล้วโดยไม่ต้องยกนิ้วขึ้นเหมือนกับ hammer on หรือ pull off ดูตัวอย่างการเล่นสไลด์ครับ

การสไลด์แบบต่าง ๆ

รายละเอียด ขั้นตอนการเล่น

เรียกว่า legato สไลด์ลง1. กดนิ้วที่สาย 3 ช่อง 7

2. ดีดสาย 3 แล้วสไลด์นิ้วขึ้นไปยังช่อง 5 โดยไม่ต้องดีดอีก

เรียกว่า legato สไลด์ลง1. กดนิ้วที่สาย 3 ช่อง 5

2. ดีดสาย 3 แล้วสไลด์นิ้วลงไปยังช่อง 7 โดยไม่ต้องดีดอีก

เรียกว่าสไลด์ลง1. กดนิ้วที่สาย 3 ช่อง 7

2. ดีดสาย 3 แล้วสไลด์นิ้วขึ้นไปยังช่อง 5 แล้วดีดอีกครั้ง

เรียกว่าสไลดขึ้น1. กดนิ้วที่สาย 3 ช่อง 5

2. ดีดสาย 3 แล้วสไลด์นิ้วลงไปยังช่อง 7 แล้วดีดอีกครั้ง

เรียกว่ารูดสายลง1. ไม่มีจุดเริ่มสไลด์ตายตัว แต่อาจจะกะว่าอยู่ที่ช่องเหนือขึ้นไป 2 - 5 ช่อง

2. กดสาย 3 ที่ช่องที่เรากะไว้แล้วดีดสายและสไลด์นิ้วลงไปยังช่อง 7

เรียกว่ารูดสายขึ้น1. เช่นเดียวกัน จุดสิ้นสุดของการสไลด์อาจจะกะว่าอยู่ที่ช่องใต้ลงไปไป 2 - 5 ช่อง

2. กดสาย 3 ที่ช่องที่ 7 แล้วดีดสายและสไลด์นิ้วไปยังช่องที่เรากะไว้แล้วจึงยกนิ้วออก

เทคนิค bend หรือว่าดันสายมักจะพบในการโซโล่กีตาร์เช่นกัน การดันสายมีอยู่หลายลักษณะด้วยกัน เช่น ดัน 1/2 เสียง, 1 เสียง หรือ 2 เสียง, ดันสายไว้ก่อนแล้วค่อยดีดแล้วจึงลดนิ้วลง, ดีดแล้วค่อยดันสายขึ้น เป็นต้น ลองมาดูตัวอย่างการฝึกดูซิครับ

การดันสายแบบต่าง ๆ
วิธีการเล่น
ดีดก่อนแล้วดันสายขึ้น1. กดนิ้วบนช่องหรือโน๊ตที่จะดีด

2. ดีดสายดังกล่าวแล้วออกแรงใช้นิ้วที่กดนั้นดันสายในทิศขึ้นให้ได้เสียงตามที่ต้องการ

3. หยุดเสียงโดยผ่อนแรงนิ้วที่กดสายเสียงจะหยุดไป

ดีดก่อนดันสายขึ้นแล้วจึงผ่อนลง1. กดนิ้วบนช่องหรือโน๊ตที่จะดีด

2. ดีดสายดังกล่าวแล้วออกแรงใช้นิ้วที่กดนั้นดันสายในทิศขึ้นให้ได้เสียงตามที่ต้องการ

3. ผ่อนนิ้วที่ดันสายลงมาอยู่ในตำแหน่งปกติ

ดันสายไว้ก่อนแล้วจึงดีด1. กดนิ้วบนช่องที่จะเล่นแต่ดันสายรอเอาไว้ (กะให้ได้เสียงตามต้องการ ซึ่งครงนี้ต้องฝึกนิดนึง)

2. ดีดสายดังกล่าวขณะที่ดันสายอยู่

ดันสายไว้ก่อนแล้วจึงดีดแล้วผ่อนลง1. กดนิ้วบนช่องที่จะเล่นแต่ดันสายรอเอาไว้ (กะให้ได้เสียงตามต้องการ ซึ่งครงนี้ต้องฝึกนิดนึง)

2. ดีดสายดังกล่าวขณะที่ดันสายอยู่ จากนั้นจึงผ่อนนิ้วที่ดันสายลงเป็นปกติ

หมายเหตุ 1. full หมายถึงดันสายไป 1 เสียงเต็ม หรือเท่ากับ 2 ช่องเฟร็ต

2. 1/4 หมายถึงดันสายไป 1/4 ของเสียง(กะประมาณดู) ,1/2 ดันไป 1/2 ของเสียงหรือ 1 เฟร็ต เป็นต้น

ทั้งหมดเป็นเพียงการดันสายแบบพื้นฐานคร่าว ๆ อาจจะมีนอกเหนือไปกว่านี้ก็ได้ คุณอาจจะลองศึกษาเทคนิคดันสายในแบบอื่น ๆ อีกได้จากหนังสือหรือจากนักดนตรีทั่ว ๆ ไป

การทำเสียงบอดหรือ mute เสียง สามารถใช้ได้ทั้งกับการตีคอร์ด การเล่น picking และการ lead หรือ โซโล่ ในเพลงประเภทร็อคหรือเฮฟวี่ มักเล่น power chord โดยการ ทำเสียงบอด ทำให้คอร์ดกีตาร์มีความหนักแน่นขึ้น สัญลักษณ์ที่จะพบใน tab หรือโน๊ตกีตาร์จะใช้เครื่องหมาย x (กากบาท) หรืออาจเขียนตัวอักษรบอกเหนือโน๊ตตัวนั้นว่า P.M. (Palm Mute) ซึ่งในการปฏิบัติจะใช้สันมือด้านในของมือขวา (มือที่ดีดกีตาร์) วางแตะเบา ๆ เหนือสายที่จะเล่นเสียงบอดในจังหวะที่ดีด

1. การ mute เสียงด้วยมือขวา โดยการใช้สันมือบริเวณใกล้ ๆ ข้อมือ วางแตะไว้บริเวณ bridge ค่อนเข้ามาทางสายกีตาร์ คือวางให้สันมือนั้นแตะสายกีตาร์ที่จะ mute เสียงในขณะดีด ถ้าเป็นการตีคอร์ดจะวางแตะไว้ทั้ง 6 สาย

2. การ mute เสียงด้วยมือซ้าย โดยการยกนิ้วที่กดสายกีตาร์ขึ้นเล็กน้อยหลังจากดีดแล้ว เช่นเมื่อจับคอร์ด F แบบทาบดีดทั้ง 6 สายทันใดนั้นก็ผ่อนนิ้วที่กดทั้งหมดขึ้น (ไม่ใช่ยกนิ้วออก แต่แค่ผ่อนแรงกด) เสียงที่ดีดจะหยุดไป สำหรับการหยุดเสียงวิธีนี้อาจจะต้องลองฝึกกันนิดนึงเพราะจังหวะอาจจะไม่สัมพันธ์กันในการดีดและผ่อนแรงกด

6. เล่นเสียง harmonic

ฮาร์โมนิค เป็นคุณสมบัติหนึ่งของกีตาร์ที่น่าสนใจเนื่องจากเสียงที่ได้จะใส กังวาล และเสียงสูงมากซึ่งเป็นคุณสมบัติทางกายภาพของสายกีตาร์ที่ถูกขึงด้วยแรงดึงสูง ๆ (เป็นเรื่องของคลื่นเสียงในแง่วิทยาศาสตร์) การทำเสียงฮาร์โมนิคนั้นง่ายมากเพียงแค่วางนิ้วแต่บนสายตรงที่เหนือเฟร็ตที่สามารถให้เสียงฮาร์โมนิคได้ชัดเจนซึ่งถ้าเป็นกีตาร์โปร่ง จะมีที่เฟร็ตที่ 5, 7, 12 และ 19 จะให้เสียงฮาร์โมนิคที่ชัดที่สุด นอกจากนี้ถ้าเป็นกีตาร์ไฟฟ้าจะสามารถเล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสายอื่นได้ด้วย

ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเสียงฮาร์โมนิคที่เกิดตามธรรมชาติหรือตามคุณสมบัติกายภาพของสายที่ถูกขึงให้ตึงซึ่งเรียกว่าาร์โมนิคแท้ (natural harmonic ; N.H.) แต่ยังมีฮาร์โมนิคอีกประเภทคือ ฮาร์โมนิคเทียม (artificial harmonic ; A.H) ซึ่งเราไม่สามารถแต่สายแล้วดีดได้เช่นแบบแรกแต่อาศัยหลักของฮาร์โมนิคแท้มาใช้คือ

1. จะเล่นเสียงฮาร์โมนิคช่องไหนให้กดที่ช่องนั้น เช่นช่องที่ 2 สาย 3

2. นับจากช่อง 2 ไป 12 ช่องได้ช่องที่ 14 ซึ่งเป็นช่องที่จะให้เสียงฮาร์โมนิค

3. ใช้นิ้วชี้มือขวาแตะไว้เหนือเฟร๊ตที่ 14 จากนั้นใช้นิ้วกลางตวัดเกี่ยวสายขึ้น (ต้องลองฝึกดูครับ ผมไม่มีรูปมาให้ดูแต่จะพยายามหามาให้ดู)

4. ถ้าคุณจับปิคอยู่ให้เปลี่ยนการจับปิคเป็นใช้นิ้วกลางกับนิ้วโป้งจับแทน จากนั้นใช้นิ้วชี้แตะเหนือเฟร๊ตและใช้นิ้วโป้งและนิ้วกลางจับปิคดีดก็ได้ (ต้องลองฝึกดูครับ ผมไม่มีรูปมาให้ดูแต่จะพยายามหามาให้ดู)

ต่อไปลองมาดูตัวอย่างการเล่นฮาร์โมนิคดูนะครับ

ตัวอย่างการเล่นฮาร์โมนิคแท้

วิธีการเล่น

1. วางนิ้วแตะเหนือเฟร็ต 12 สาย 2 แล้วจึงดีดสายดังกล่าว (อาจจะดีดสายตรงบริเวณที่ค่อนไปทางสะพานสายจะให้เสียงที่ชัดขึ้น)

2. โน๊ตที่เหลือปฏิบัติเช่นเดียวกับข้อ 1

ข้อสังเกต

1. โน๊ตที่เป็นฮาร์โมนิคจะมีสัญลักษณ์ที่หัวตัวโน๊ตเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน

2. ในระบบ tab โน๊ตที่เป็นฮาร์โมนิคจะอยู่ในวงเล็บตรง และกำกับเหนือ tab ด้วย N.A. (natural harmonic) และเส้นประครอบคลุมโน๊ตทั้งหมดคือเป็นฮาร์โมนิคทั้งหมด

3. ในห้องที่ 2 และ 4 เป็น tie note คือไม่ต้องดีด แต่นับจังหวะต่อจากห้องก่อนหน้ามัน ดูที่หัวข้อ tied note สำหรับรายละเอียด

ตัวอย่างการเล่นฮาร์โมนิคเทียม

ตัวอย่างนี้เป็นท่อนจบของเพลง "เพื่อเธอตลอดไป" ของแอม-ดา ซึ่งจบด้วยคอร์ด Dmaj7

วิธีการเล่น

1. ห้องแรกจับคอร์ด Dmaj7 ดีดกวาดลงช้า ๆ

2. ห้องที่สอง จับคอร์ดแบบเดิม เลื่อนนิ้วชี้มือขวาไปแตะเหนือเฟร็ตที่ 17 (5 + 12) ของสาย 1 เกี่ยวสายขึ้นด้วยนิ้วกลาง

3. เลื่อนนิ้วชี้มือขวาไปแตะเหนือเฟร็ตที่ 19 (7 + 12) ของสาย 2 เกี่ยวสายขึ้นด้วยนิ้วกลาง

4. เลื่อนนิ้วชี้มือขวาไปแตะเหนือเฟร็ตที่ 18 (6 + 12) ของสาย 3 เกี่ยวสายขึ้นด้วยนิ้วกลาง

5. ขั้นที่ 2 - 4 เล่นช้า ๆ ลองฝึกดูครับ

ข้อสังเกต

1. การแทนสัญลักษณ์ของฮาร์โมนิคเทียมจะแทนด้วย A.H. (artificial harmonic)

2. บอกเสียงของโน๊ตไว้ให้เนื่องจากสามารถเล่นได้หลายตำแหน่งเช่นนับไป 7 ช่องก็จะได้เสียงฮาร์โมนิคเช่นกันแต่คนละเสียง

การทำเสียงสั่นจะใช้เสมอในการโซโล่กีตาร์กับโน๊ตที่มีเสียงยาว ซึ่งจะเพิ่มความนุ่มนวลให้กับเสียงโซโล่ของคุณ การทำเสียงสั่นอาจจะทำได้ 2 แบบคือ

- การสั่นนิ้วในแนวขนานกับคอกีตาร์ โดยการเขย่าข้อมือในแนวขนานกับคอกีตาร์ขณะที่นิ้วกดสายอยู่ วิธีนี้ต้องกดแรง ๆ และเขย่าข้อมือเร็ว ๆ หน่อย

- การสั่นนิ้วในแนวตั้งฉากกับคอกีตาร์ โดยการเขย่าข้อมือในแนวตั้งฉากกับคอกีตาร์ขณะที่นิ้วกดสายอยู่ คุณสามารถควบคุมเสียงสั่นได้ง่ายกว่าแบบแรกเช่นการเขย่าข้อมือให้ช้าหรือเร็ว การเขย่าข้อมือให้สูง ต่ำมากขึ้น

สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าอาจจะใช้คันโยกช่วยได้ด้วยคือการกดคันโยกขึ้นลง ๆ ขณะเล่นโน๊ตตัวนั้น จะกดมากหรือน้อย จะกดขึ้นลงช้าเร็วเท่าใด แล้วแต่เสียงที่คุณต้องการ

ทั้งนี้การเล่น vibrato คุณอาจจะต้องฝึกฝนให้ได้เสียงที่ไพเราะ และสามารถควบคุมการเล่นได้ โดยเฉพาะการโซโลกีตาร์การเล่น vibrato จะช่วยสร้างความไพเราะได้อย่างมาก

จากรูป เครื่องหมายที่แสดงถึงการเล่นเสียงสั่นคือเครื่องหมายลอนคลื่อนซึ่งจากรูปมี 2 ช่วง ช่วงแรกจะเป็นลอนเล็ก คือการทำเสียงสั่นเล็กน้อย เล่นโดยการเลื่อนนิ้วขึ้นลงอย่างรวดเร็วในขณะที่กดและดีดสายดังกล่าว

และช่วงที่ 2 ที่ลอนคลื่นขนาดใหญ่กว่าช่วงแรกคือ wide vibrato หรือการเล่นเสียงสั่นที่มีชัดเจนกว่าแบบแรกเล่นโดยการเลื่อนนิ้วที่กดขึ้นลงในแนวตั้งฉากกับคอกีตาร์ ให้ช้าลงแต่เลื่อนนิ้วให้กว้างกว่าแบบแรกคือจังหวะเลื่อนนิ้วขึ้นก็ขึ้นสูงกว่าและเลื่อนนิ้วลงก็ให้ต่ำกว่าแบบแรก โดยการเขย่าข้อมือขึ้นลง จะได้เสียงที่ครางและไพเราะ(คล้าย ๆ เสียงร้องเวลาเล่นลูกคอ)

อีกวิธีผมเคยอ่านหนังสือเจอว่าสามารถเล่นเสียงสั่นโดยการกำคอกีตาร์แน่น ๆ แล้วเขย่าคอกีตาร์แรง ๆ (ในการเล่นกีตาร์ไฟฟ้า) แต่ผมยังไม่เคยลองดูซักที แต่คิดว่าน่าจะเหมือนกับ 2 วิธีแรกที่ผมแนะนำแหละครับ

เทคนิคนี้เป็นการรวมกันระหว่าง hammer on และ pull off สลับกันอย่างรวดเร็ว

วิธีการเล่นนั้นดูจากตัวอย่างด้านซ้ายนี้นะครับ ที่โน๊ตตัวที่ 3 กดที่ช่อง 8 สาย 3 แล้วดีดสาย 3 จากนั้นตบนิ้วไปที่ช่อง 10 (แสดงในวงเล็บ)แล้วปล่อยนิ้วขึ้น แล้วตบลงไปอีกสลับกันอย่างรวดเร็ว จนครบจังหวะ

เช่นเดียวกันที่โน๊ตตัวที่ 6 กดสาย 2 ช่อง 14 ดีดสาย 2 แล้วตบนิ้วขึ้นลงที่ช่อง 16 อย่างรวดเร็ว

หมายเหตุ: สัญลักษณ์ของการเล่น trill จะเป็นตัวอักษร tr และตามด้วยรูปลอนคลื่น จะแสดงเหนือโน๊ตที่ต้องเล่น trill

คราวนี้เราจะมาศึกษาเทคนิคอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบกับการเล่นกีตาร์ที่ผมพอที่จะมีความรู้บ้างซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้กับการเล่นกีตาร์ไฟฟ้า เช่นการกัดปิค การ tapping หรือจิ้มสาย เป็นต้น

1. การ tapping หรือการจิ้มเคาะสาย ซึ่งมีหลายแบบเช่นจิ้มด้วยมือซ้าย จิ้มด้วยมือขวา หรือใช้ทั้ง 2 มือใช้นิ้วหรือปิคจิ้ม เป็นต้นแทนใน tab ด้วย T เหนือโน๊ตที่จะจิ้มนั้น

การจิ้มด้วยมือขวาและมือขวาเดินเมโลดี้

จากตัวอย่างข้างบน จะมีโน๊ตยืนคือช่อง 7 สาย 1 ซึ่งเราจะกดด้วยนิ้วมือซ้าย และนิ้วมือขวาอาจจะเป็นนิ้วชี้หรือนิ้วกลางก็ได้ใช้จิ้มสาย และเดินเมโลดี้ เช่นจากตัวอย่าง เล่นโดย

1. ดีดสาย 1 ช่อง 7

2. จิ้มนิ้วมือขวาลงที่ช่อง 12 สาย 1 แล้วปล่อยนิ้วออกพูล ออฟ ไปหาช่อง 7 จังหวะที่ปล่อยนิ้วใหใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยเพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน

3. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนตำแหน่งที่จิ้มสายไปเรื่อย ๆ

การจิ้มด้วยมือขวาและมือซ้ายเดินเมโลดี้

จากตัวอย่างข้างบน จะมีโน๊ตยืนคือช่อง 12 สาย 1 ซึ่งเราจะจิ้มด้วยนิ้วมือขวา และนิ้วมือซ้ายจะเป็นเปลี่ยนตำแหน่งที่กดสาย และเดินเมโลดี้ เช่นจากตัวอย่าง เล่นโดย

1. จิ้มนิ้วมือขวาลงที่ช่อง 12 สาย 1 แล้วปล่อยนิ้วออกพูล ออฟ ไปหาช่อง 5 (ที่เรากดรอไว้ก่อน) จังหวะที่ปล่อยนิ้วใหใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยเพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน

2. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนตำแหน่งที่นิ้วมือขวากดสายไปเรื่อย ๆ

การจิ้มด้วยมือขวาและเดินเมโลดี้ทั้ง 2 มือ

จากตัวอย่างข้างบน จะไม่มีโน๊ตยืนแต่จะมีการเปลี่ยนตำแหน่งของมือขวาและมือซ้ายไปเรื่อย ๆ จากตัวอย่างเล่นได้โดย

1. จิ้มสายด้วยมือซ้าย 1 ช่อง 12 พูล ออฟโดยใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยไปหาช่อง 8 และปล่อยนิ้วมือขวาที่กดช่อง 8 พูล ออฟ ไปหาสายเปล่า(0) แล้วเล่นแฮมเมอร์ ออนโดยตบนิ้วมือขวาลงมาที่ช่อง 8 อีก แล้วเล่นจิ้มใหม่ที่ช่อง 12 พูล ออฟ ไปช่อง 8 สายเปล่า แฮมเมอร์ ออนมาที่ช่อง 8

2. จิ้มสายด้วยมือซ้าย 1 ช่อง 10 พูล ออฟโดยใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยไปหาช่อง 7 และปล่อยนิ้วมือขวาที่กดช่อง 7 พูล ออฟ ไปหาสายเปล่า(0) แล้วเล่นแฮมเมอร์ ออนโดยตบนิ้วมือขวาลงมาที่ช่อง 7 อีก แล้วเล่นจิ้มใหม่ที่ช่อง 10 พูล ออฟ ไปช่อง 7 สายเปล่า แฮมเมอร์ ออนมาที่ช่อง 7

3. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนตำแหน่งที่จิ้มสายและกดสายไปเรื่อย ๆ

การจิ้มด้วยมือซ้าย

จริง ๆ แล้วจะจิ้มด้วยมือขวาก็ได้เช่นกัน แต่จากตัวอย่างนี้เราจะลองใช้มือซ้ายจิ้มดูนะครับ วิธีเล่นคือ

1. ดีดสายเปล่าเส้น 3

2. แฮมเมอร์ ออน โดยจิ้มนิ้วมือซ้ายไปที่ช่อง 4 แล้วพูล ออฟโดยใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อย ไปที่สายเปล่า

3. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนจุดที่จะจิ้มสายไปเรื่อย

นอกจากการเกี่ยวสายเล็กน้อยเมื่อยกนิ้วหลังจากจิ้มสายแล้ว เทคนิคในการจิ้มสายอีกอย่างคือถ้ามือซ้ายเป็นตัวยืนนิ้วที่กดควรจะเล่นเสียงสั่นไว้เพื่อให้เสียงที่ได้ยาวขึ้น และการขจัดเสียงรบกวนขณะจิ้มสาย โดยการใช้มือซ้ายเช่นใช้นิ้วกลางเป็นนิ้วกดและกางนิ้วชี้แตะสายอื่น ๆ ทั้งหมดเพื่อกันเสียงรบกวน หรือใช้สันมือของมือขวาแตะสายไว้ขณะที่จิ้มสาย

2. การเล่นเสียงแผดหรือกัดปิค คุณคงจะเคยได้ยินเวลาเขาเล่นโซโล่แล้วมีเสียงบางตัวที่สูงมาก แต่ไม่ใช่ฮาร์โมนิค ซึ่งเทคนิคนี้จริง ๆ แล้วเรียกว่า Pinch Harmonic (ใช้ P.H.ใน tab) เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดอยู่ที่การจับปิคและการดีด

โดยการดีดลงนั้นต้องพยายามดีดเน้นและให้เนื้อส่วนปลายด้านนอกของนิ้วโป้งนั้นไปแตะกับสายเมื่อดีดไปแล้ว ซึ่งจะต้องได้จังหวะกันพอดี ดังนั้นจึงต้องฝึกฝนพอสมควรจึงจะควบคุมการเล่นกัดปิคได้ตามต้องการ

3. การเล่นขูดปิค (Pick Scrape) คุณสามารถสร้างเสียงเหมือนเครื่องบินไอพ่น และสร้างอีกสีสรรในการโซโล่ได้ง่าย ๆ จากการเล่นขูดปิคหรือใช้ปิครูดสายวิธีเล่นก็ไม่ยากคือ

ให้จับปิคกลับหัวหรือไม่ก็หันทางสันปิคด้านบนเข้าหาสายแล้วใช้สันปิคนั้นครูดไปกับสายใดก็ได้(มักจะเล่นกับสายใหญ่เช่น 6 หรือ 5 เพราะเสียงจะชันเจนกว่า) โดยอาจจะครูดจากสะพานสายขึ้นไปหา nut หรือจาก nut ลงไปหาสะพานสายก็ได้ โดยมักจะประกอบกับการโซโล่ตอนจะขึ้นหรือตอนจบท่อน

4. การดีดกวาด (Sweep Picking) หรืออาจจะเรียกว่า arpeggio คือการกระจายคอร์ดซึ่งได้นำมาใช้ในการโซโลเพิ่มความรวดเร็วในการเล่น คุณสามารถพบเทคนิคนี้ในนักดนตรีหลายคนเช่น Van Halen หรือ Vinie Moore แต่ที่โด่งดังและน่าศึกษาที่สุดคงจะเป็นงานของ Yngwie Malmsteen นั่นเอง

การดีดกวาดหรือ sweep picking คือการดีดลงอย่างต่อเนื่องแล้วจึงดีดขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงให้มากคือเรื่องของจังหวะในการดีดโน๊ตแต่ละตัวจะต้องเท่ากัน และความสะอาดของโน๊ตที่ดีดคือต้องไม่มีเสียงโน๊ตที่ดีดไปแล้วหรือโน๊ตอื่นดังแทรกเข้ามาลองมาดูตัวอย่างกันครับ

จากตัวอย่างจะเห็นว่าทิศทางการดีดจเป็นไปในทิศเดียวกันคือถ้าดีดลงจะลงเหมือนกันขึ้นก็ขึ้นเหมือนกัน ซึ่งถ้าคุณสามารถควบคุมจังหวะในการดีดให้สม่ำเสมอแล้วคุณจะสามารถเล่นโน๊ตได้อย่างรวดเร็วจนน่าทึ่งเลยทีเดียว

การเล่นกีตาร์

Blog นี้อยากจะลองเขียนดูไม่รู้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรดี

พอดีพอมีความรู้เรื่องกีต้าร์ที่ได้เล่นและได้สอน ก็เลยจะลองเขียนเกี่ยวกับการเล่นกีต้าร์โปร่งดีกว่า

ผื่อใครที่ได้เข้ามาอ่านยังไม่เคยเล่นกีต้าร์แล้วอยากลองเล่น หรือเคยเล่นมาแล้ว

แต่ยังไม่รู้ว่าจะเล่นหรือจะตีคอร์ดยังไงให้เข้ากับเพลง ยังไงจะได้เอาไปลองใช้ดู ^^

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ในส่วนของสายกีต้าร์ ประกอบด้วย สาย Treble สามสาย1,2,3,และBass 4,5,6

นิ้วมือและชื่อที่ใช้เรียกมือแต่ล่ะข้าง

นิ้วมือด้านซ้าย นิ้วมือด้านขวา

เลข1 = นิ้วชี้ นิ้ว p = นิ้วหัวแม่มือ

เลข2 = นิ้วกลาง นิ้ว i = นิ้วชี้

เลข3 = นิ้วนาง นิ้ว m = นิ้วกลาง

เลข4 = นิ้วก้อย นิ้ว a = นิ้วนาง

เลข0 จะหมายถึงสายเปล่าไม่กดอะไร

**พอเริ่มรู้เกี่ยวกับกีต้าร์และชื่อนิ้วต่าง ตอนนี้ลองมาทำความรู้จักกับ ค่าของตัวโน้ตบ้าง**

ลักษณตัวโน้ต

โน้ตตัวกลม (Whole note) จะมีค่าความยาวของเสียงเท่ากับ 4 จังหวะ

โน้ตตัวขาว (Half note) "-------------------------------" 2 จังหวะ

โน้ตตัวดำ (Quarter note) "-------------------------------" 1 จังหวะ

โน้ตเขบ็ต 1ชั้น (Eight note) "-----------------------------" ½ จังหวะ

การเคาะจังหวะ

ความยาวของค่าโน้ตแต่ล่ะตัว จะเกี่ยวกับความยาวของเสียงโน้ตในตัวนั้นๆ

การเคาะจังหวะให้เคาะเท่าลง และยกเท่าขึ้น จะเท่ากับ1จังหวะ เป็นโน้ตตัวดำ

ถ้า2จังหวะ ก็จะเคาะ เท้าและยกขึ้น 2ครั้ง เป็นโน้ตตัวขาว

ถ้าตัว4จังหวะเป็นโน้ตตัวกลม ก็จะเคาะเท้าและยกขึ้น4ครั้ง

ตัวอย่าง

การเคาะ ในโน้ตตัว ดำ 1จังหวะ

การเคาะในโน้ตตัวขาว 2จังหวะ

การเคาะในโน้ตตัวกลม 4จังหวะ

และเมื่อรู้เรื่องค่าโน้ตแล้ว ต่อมาเรามาทำความรู้จักกับ ห้องของเพลง

และเครื่องหมายกำหนดจังหวะกับบ้าง

เครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time Signature)

ในเพลงแต่ละเพลงจะแบ่งเป็นห้อง (Measures หรือ Bar)

และ Time signature จะเป็นตัวกำหนดว่าภายในห้องของมัน เราจะต้องเคาะกี่จังหวะ

ตัวอย่าง Time signature ที่พบโดยทั่วไป

4/4 หรือ C ในหนึ่งห้องมีอยู่4จังหวะ (เคาะเท้า 4ครั้ง)

3/4 ในหนึ่งห้องมีอยู่3จังหวะ เคาะเท้า 3ครั้ง

2/4 ในหนึ่งห้องมีอยู่2จังหวะ (เคาะเท้า 2ครั้ง)

นอกจากนี้ยังมี 2/2 3/8 6/8 9/8 12/8 ......

สำหรับคนที่สงสัยพวก 6/8 9/8 12/8 คือให้เราสนใจแค่ตัวแรกอย่างเดียวก็พอ

ตัวแรก เลข 6 ก็คือ ในหนึ่งห้องเราจะ นับ(เคาะ) 6จังหวะ 1-2-3-4-5-6 หนึ่งห้องก็มี6จังหวะนั้นเอง

"______" 9 "_____________________" 9 จังหวะ 1-2-3-4-5-6-7-8-9

12/8 ก็มี 12จังหวะ ส่วนพวก 2/2 หนึ่งห้องมี2จังหวะ 3/8 หนึ่งห้องมี3จังหวะ

กีตาร์ไฟฟ้า



กีตาร์ไฟฟ้า (Electric Guitar) คือ กีตาร์ ที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ที่มักเรียกว่า Pick Up ทำหน้าที่แปลงการสั่นของสายกีตาร์ให้กลายเป็นสัญญาณอิเล็คทรอนิคส์ ส่งผ่านสายสัญญาณ (Cable) ไปยังเครื่องขยายสัญญาณ (แอมปลิฟายเออร์)และออกสู่ลำโพงในที่สุด


กีตาร์ไฟฟ้ามีความแตกต่างจากกีต้าร์โปร่ง (Acoustic Guitar) และ กีต้าร์โปร่งไฟฟ้า (Acoustic Electric Guitar) ตรงที่ลำตัวของกีตาร์ไฟฟ้าโดยส่วนมากจะไม่มีโพรงเสียง หรืออาจเรียกว่า "ลำตัวตัน" (Solid Body) อย่างไรก็ดี กีตาร์ไฟฟ้าอาจหมายรวมถึง กีตาร์ที่มีโพรงเสียงบางประเภทที่มีการติดตั้ง Pick Up (Hollow Body Guitar)ซึ่งนิยมใช้เล่นในแนวดนตรีประเภทแจ๊ส หรือ บลูส์


ปัจจุบันนิยมนำสัญญาณเสียงที่ได้จากกีตาร์ไฟฟ้ามาดัดแปลงผ่านอุปกรณ์ดัดแปลงสัญญาณ (Guitar Effect) ก่อนเข้าสู่เครื่องขยายสัญญาณ เพื่อให้ได้ลักษณะเสียงที่มีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นจากกีตาร์ตัวเดียว


กีตาร์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมแพร่หลาย และใช้เล่นกันในแทบทุกประเภทดนตรี เนื่องจากความสะดวกในการใช้งานและการปรับแต่งเสียง กีตาร์ไฟฟ้าผลิตออกมาในหลายระดับคุณภาพและราคา บริษัทที่ผลิตกีตาร์ไฟฟ้ามีหลายบริษัทอาทิเช่น gibson fender prs framus B.C Rich guitars ESP Ibanez Ernie Ball - Musicman Rickenbacker Schecter Washburn YAMAHA Epiphone เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ส่วนประกอบของกีตาร์



ส่วนประกอบของกีตาร์


คราวนี้เราจะมาศึกษาในด้านของส่วนประกอบต่าง ๆ ของ กีตาร์ชื่อที่ใช้เรียก และเกร็ดความรู้ เกี่ยวกับชิ้นส่วนต่าง ๆ กันครับ ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งได้ 3 ส่วนใหญ่ ๆ


1. ส่วนหัว ประกอบด้วย


1.1 ชุดลูกบิด โดยทั่วไปที่เราพบเห็นก็จะมี 2 แบบ ได้แก่แบบที่ตัวลูกบิดหันไปด้านหลังตั้งฉากกับตัวกีตาร์แกนหมุนสายเป็นพลาสติกซึ่งจะใช้กับกีตาร์คลาสสิก หรือกีตาร์ฝึก(แต่จะเป็นแบบที่แกนหมุนสายเป็นเหล็กใช้กับกีตาร์ราคาไม่สูงนัก) และอีกแบบจะขนานกับตัวกีตาร์หรือแกนหมุนสายตั้งฉากกับตัวกีตาร์ซึ่งใช้กับกีตาร์โฟล์คหรือกีตาร์ไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปที่เราเห็นนั่นเอง แต่ละบริษัทที่ผลิตลูกบิดกีตาร์นั้นจะมีระบบเป็นของตัวเองเช่นระบบล็อคกันสายคลายเวลาดีด อะไรเหล่านี้เป็นต้น


1.2 นัท (nut) บางคนอาจเรียกว่าหย่องหรือสะพานสายบน แต่ผมจะเรียกว่านัทจะดีกว่านะครับ มันจะติดอยู่ปลายบนสุดของฟิงเกอร์บอร์ดเพื่อรองรับสายกีตาร์ให้ยกสูงจากฟิงเกอร์บอร์ด ซึ่งระยะความสูงของสายกับฟิงเกอร์บอร์ดดังกล่าวนี้เรียกว่า action มีความสำคัญมากเพราะถ้ามันตั้งความสูงไว้ไม่เหมาะสมแล้วจะทำให้การเล่นกีตาร์ลำบากมากคือถ้าระยะดังกล่าวสูงไปคุณต้องออกแรงกดสายมากขึ้นก็จะเจ็บนิ้วมากขึ้น แต่ถ้ามันตั้งไว้ต่ำไปก็จะทำให้เวลาดีดความสั่นของสายจะไปโดนเฟร็ตทำให้เกิดเสียงแปลก ๆ ออกมา การปรับแต่งนั้นคุณสามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเองโดยการถอดมันออกมาและใช้ตะไบถูกับฐานของมันหรือเซาะร่องทั้ง 6 ให้ลึกลงไป(วิธีหลังผมไม่แนะนำเท่าไรเพราะถ้าคุณเซาะร่องไม่ดีจะมีผลกับเสียงกีตาร์ของคุณ)กรณีที่สูงเกินไป ตรงกันข้ามถ้าต่ำไปก็หาเศษกระดาษหนา ๆ หรือเศษไม้มารองได้นัทจนได้ความสูงที่คุณพอใจ โดยปกติประมาณ 2 มม. สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าบางรุ่น(โดยเฉพาะที่มีชุดคันโยก)มักจะมีนัทแบบที่ล็อคสายกีตาร์ได้คือจะมี 6 เหลี่ยมขันอัดให้โลหะชิ้นเล็ก ๆ ไปกดสายกีตาร์เพื่อกันสายคลายเมื่อเล่นคันโยก


กรณีที่คุณต้องเปลี่ยนนัทเช่นมีการแตกหัก คุณจะต้องเช็คขนาดของนัทของคุณให้ดีก่อนไปซื้อเพราะนัทมีขายหลายขนาดผมเคยแล้วไปซื้อมากลายเป็นคนละขนาดต้องไปเปลี่ยนอีก แต่ถ้าเป็นกีตาร์ระดับราคาไม่สูงนักคิดว่าคงไม่มีปัญหา


2. ส่วนคอกีตาร์ ประกอบด้วย


2.1 คอกีตาร์ คือส่วนที่เราใช้จับคอร์ดเล่นโน๊ตต่าง ๆ มีความสำคัญมากสำหรับกีตาร์ก่อนซื้อคุณจะต้องดูให้ดีดังที่แนะนำในหัวข้อการเลือกซื้อกีตาร์ คอกีตาร์ควรจะทำมาจากไม้ มะฮอกกานี หรือไม้ ซีดา หลัการที่สำคํญที่สุดคือคอกีตาร์ต้องตรง ไม่มีรอยแตกหรือปริของเนื้อไม้


2.2 fingerbord เป็นแผ่นไม้ที่ติดลงบนคอกีตาร์อีกชั้น เป็นตัวที่ใช้ยึดเฟร็ต หรือลวดลายมุกประดับต่าง ๆ และเราก็จะเล่นโน๊ตต่าง ๆ ของกีตาร์บนหน้าฟิงเกอร์บอร์ดนั่นเอง ไม้ที่นิยมใช้จะเป็นไม้ โรสวูด หรือไม้ อีโบนี ซึ่งมีเนื้อไม่แข็งเกินไป มีแแบที่แบนเรียบของกีตาร์คลาสสิก และกีตาร์โฟล์กับกีตาร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะโค้งเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับนิ้วเวลาทาบบนคอ


2.3 เฟร็ต (fret) ทำมาจากโลหะฝังอยู่บนคอกีตาร์เป็นตัวที่จะกำหนดเสียงของโน็ตดนตรีจากการกดสายกีตาร์ลงบนเฟร็ตต่าง ๆ ซึ่งทำให้สายมีความสั้นยาวต่างกันไปตามการกดสายของเราว่ากดที่ช่องใดระยะสายที่เปลี่ยนไปก็คือระดดับเสียงที่เปลี่ยนไปด้วย สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือระยะระหว่างเฟร็ตแต่ละตัวต้องได้มาตรฐาน มิฉะนั้นจะทำให้เสียงเพี้ยนได้แต่เราไม่สามารถเช็คระยะดังกล่าวได้เราอาจเช็คคร่าว ๆ จากฮาโมนิคซึ่งผมได้กล่าวแล้วในเรื่องการเลือกซื้อกีตาร์ลองไปอ่านดูก็ได้ครับ จำนวนของเฟร็ตก็จะขึ้นกับความยาวของคอกีตาร์ซึ่งแต่ละผู้ผลิตก็จะต่างกันไป ปกติกีตาร์คลาสสิกจะมีประมาณ 18 ตัว กีตาร์โฟล์คประมาณ 20 ตัว แต่กีตาร์ไฟฟ้าซึ่งมักจะมีการเล่นโซโลจึงมีช่องให้เล่นโน๊ตมากขึ้นประมาณ 22-24 ตัว และกีตาร์คลาสสิกซึ่งคอกีตาร์แบนราบ เฟร็ตก็จะตรง แต่กีตาร์โฟล์คหรือกีตาร์ไฟฟ้านั้นส่วนใหญ่จะมีคอที่โค้งเล็กน้อยก็จะมีเฟร็ตที่โค้งตามไปด้วย


2.4 มุกประดับ จุดประสงค์คือให้ใช้สังเกตตำแหน่งช่องกีตาร์ปกติจะฝังที่ช่อง (1),3,5,7,9,(10),12,14,17,19,21(ไม่แน่นอนตายตัวขึ้นกับผู้ผลิต) กีตาร์คลาสสิกจะไม่มีมุกประดับฝังบนหน้าฟิงเกอร์บอร์ดแต่จะฝังด้านข้างแทน แต่กีตาร์โฟล์คและกีตาร์ไฟฟ้าจะฝังไว้ทั้ง 2 ส่วน(บางรุ่นก็มีแต่ด้านข้าง) ทั้งนี้ขึ้นกับแต่ละผู้ผลิตจะออกแบบ โดยทั่วไปจะเป็นรูปวงกลม บาทีก็รูปข้าวหลามตัด หรือที่แพงหน่อยก็จะเป็นลายพวกไม้เลื้อย เลื้อไปตามหน้าฟิงเกอร์บอร์ด


2.5 ก้านเหล็กปรับแต่งคอ (Truss Rod) ในกีตาร์ที่อยู่ในระดับกลางขึ้นไปจะมีแท่งเหล็กฝังอยู่ตามความยาวคอกีตาร์ด้วยเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับกีตาร์ป้องกันการโก่งตัวของคอกีตาร์ ซึ่งสามารถปรับแต่งได้เมื่อคอกีตาร์เกิดโก่งงอไปแต่การปรับแต่งนั้นถ้าคุณไม่แน่ใจอย่าเสี่ยงนะครับเพราะถ้าคุณฝืนมันมากไปอาจทำให้คอกีตาร์เสียหายก็ได้ให้ผู้ที่เขาชำนาญทำดีกว่าครับ


3. ส่วนลำตัวกีตาร์ ประกอบด้วย


3.1 ลำตัวกีตาร(body) หมายถึง 3 ส่วนได้แก่ ด้านหน้า(top) ควรทำมาจากไม้ อัลพาย สปรูซ (alpine spruce) ด้านหลัง (back) และด้านข้าง (side) ควรเป็นไม้โรสวูด(rosewood) และที่สำคัญคือลักษณะของไม้ต้องไม่มีรอยแตก ไม่มีตาไม้และมีลายไม้ที่ละเอียดไปตามความยาวจึงมีคุณภาพดี ส่วนที่เว้าของ body บางทีเราก็เรียกว่าเอว



การยึดโครงไม้ด้านใน(internal bracing) มีความสำคัญมากอีกเช่นกันเพราะไม้ที่ทำ body กีตาร์นั้นบางแต่ต้องรับแรงดึงที่สูงมาก ถ้าโครงยึดดังกล่าวไม่ดีหมายถึงกีตาร์คุณก็จะพังในเร็ววันแน่นอน รูปแบบการยึดจะแตกต่างกันตามเคล็ดลับของแต่ละผู้ผลิตและกีตาร์แต่ละรุ่นแต่ละประเภท โดยทั่วไปลักษณะเป็นรูปพัด (ในรูปเป็นตัวอย่างโครงยึดด้านในของกีตาร์คลาสสิก)ไม่รวมถึงกีตาร์ไฟฟ้าซึ่งเป็นทรงตัน หรือ solid body


3.2 โพรงเสียง (sound hole) ก็คือรูกลม ๆ หรือบางทีก็ไม่กลม ที่อยู่บนด้านหน้าของ body นั่นเอง มีหน้าที่รับเสียงจากการสั่นของสายกีตาร์ทำให้เกิดเสียงก้องดังขึ้น ซึ่งอาจจะมีลายประดับต่าง ๆ อยู่รอบ ๆ โพรงเสียงเพื่อความสวยงามอีก


3.3 สะพานสาย (bridge) เป็นตัวที่ยึดสายให้ติดกับ body มักทำมาจากไม้โรสวูดหรือไม้อีโบนี ถ้าเป็นกีตาร์คลาสสิกจะเจาะรูในแนวขนานกับ body กีตาร์ 6 รูไว้ใช้พันสายกีตาร์ แต่ถ้าเป็นกีตาร์โฟล์คจะเจาะรูในแนวตั้งฉากกับ body และยึดสายด้วยหมุดยึดสาย(pin) แต่บางรุ่นเช่นของ Ovation ไม่ใช้หมุดแต่สอดสายจากด้านล่างของบริดจ์คล้าย ๆ กับกีตาร์คลาสสิกแต่ไม่ต้องพันสายเพราะสายโลหะจะมีหมุดล็อคอยู่ที่ปลายสาย สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าจะทำจากโลหะเป็นส่วนใหญ่มีทั้งแบบธรรมดาคือมีหน้าที่ยึดสายอย่างเดียว และอีกแบบคือเป็นแบบคันโยกทั้งแบบเดิมและแบบใหม่ที่เรียกกันติดปากว่าฟรอยโรส การใส่สายจะยุ่งขึ้นมาอีกเล็กน้อย


3.4 หย่อง (saddle) จะฝังหรือยึดอยู่กับสะพานสาย เพื่อรองรับสายกีตาร์ทั้ง 6 สาย มีทั้งแบบตรงสำหรับกีตารืคลาสสิก และแบบโค้งสำหรับกีตาร์โฟล์ค บางแบบก็แยกเป็น 2 ชิ้นแล้วแต่การออกแบบของแต่ละรุ่น บางรุ่นสามารถปรับความสูงของตัวมันได้ แต่ทั่ว ๆ ไปถ้าเรารู้สึกว่ามันสูงไปเราก็สามารถจะถอดมาแล้วใช้ตะไบหรือกระดาษทรายขัดที่ฐานของมันให้ความสูงลดลง แต่ถ้าต่ำไปก็หาเศษไม้หรือกระดาษมาเสริมให้สูงตามความพอใจ


3.5 ปิคอัฟ (pick up) โดยทั่วไปจะเห็นชัดบนกีตาร์ไฟฟ้ามากกว่าแต่ปัจจุบันกีตาร์โปร่งบางรุ่นก็มีการประกอบปิคอัฟไว้กับกีตาร์เลยเช่นประกอบไว้ที่ใต้บริดจ์หรือใต้หย่อง หรือเป็นปิคอัฟที่ซื้อมาประกอบต่างหากก็มี สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าจะมีความสำคัญมากเพราะมันจะรับแรงสั่นสะเทือนของสายไปแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าส่งไปยังแอมป์แล้วขยายเสียงต่อไปทำให้มนัสามารถปรับแต่งเสียงได้มากมายหลายรูปแบบแล้วแต่คุณต้องการรายละเอียดดูในอุปกรณ์เสริมสำหรับกีตาร์ได้ครับ


3.6 ชุดคันโยก (tremolo bar) ถือว่าเป็นสเน่ห์อย่างหนึ่งของกีตาร์ไฟฟ้าเลยทีเดียวแบบเก่าที่เห็นใน fender stratocaster รุ่นเก่า ๆ ซึ่งจะกดลงได้อย่างเดียว หรือคันโยกแบบ Bigsby ซึ่งมักพบในกีตาร์แบบ archtop หรือ semi acoustic electric ซึ่งใช้เล่นเพลงแจ๊ส หรือคันทรีเป็นต้นและปัจจุบันวงการกีตาร์ไฟฟ้าก็ได้พัฒนาไปอีกระดับกับคันโยกที่เราเรียกกันตามชื่อผู้ผลิตคือฟลอยโรสหรือคันโยกอิสระนั่นเองซึ่งสามารถโยกขึ้นลงได้อย่างอิสระช่วยให้นักกีตารืสามารถสร้างสรรค์สำเนียงดนตรีในแบบใหม่ ๆ ได้ไม่สิ้นสุด



3.7 สวิทช์เปลี่ยนปิคอัฟ มักมีในกีตาร์ไฟฟ้าที่มีปิคอัฟหลาย ๆ ตัว เช่น 2 หรือ 3 ตัว ใช้ในการเปลี่ยนไปใช้ปิคอัฟตัวต่าง ๆ ซึ่งเสียงก็จะต่างกันไปด้วยเช่นต้องการเล่น rythym อาจใช้ตัวกลางหรือตัวบนเมื่อจะ lead ก็เปลี่ยนมาใช้ตัวล่างที่ติดกับบริดจ์เพราะให้เสียงที่แหลมกว่าเป็นต้น


3.8 ปุ่มควบคุ่มเสียง โดยทั่วไปจะมี 2 ชุด คือชุดควบคุมความดังเบา(volume control) และชุดควบคุมเสียงทุ้มเสียงแหลม(tone control)


3.9 ช่องเสียบสายแจ็คไปยังแอมปใช้เสียบแจ็คเพื่อต่อสายไปยังแอมป์หรือผ่านเข้ายังชุดเอฟเฟ็คต่าง ๆ ของคุณ


3.10 ที่ใส่สายสะพายกีตารไว้ใส่สายสะพายกีตาร์เพื่อเวลาคุณยืนเล่น


3.11 ปิคการ์ด (pick guard) สำหรับกีตารคลาสสิกซึ่งมักไม่ใช่ปิคในการเล่นจึงไม่มีปิคการ์ด แต่กีตาร์โฟล์คมักใช้ปิคเล่นจึงมีปิคการ์ดไว้ป้องกันปิคขูดกับ body กีตาร์


คอร์ดกีตาร์



คอร์ดกีต้าร์

ดูคอร์ดกีต้าร์
รวม คอร์ดกีต้าร์ ต่าง ๆ ข้างลางนี้ครับ

กีต้าร์ คอร์ดเพลง คอร์ดกีต้าร์ กีต้าร์